Body Project Official

Aerobic vs Anaerobic

Aerobic vs Anaerobic
อธิบายระบบพลังงานของร่างกายแบบเข้าใจจริง

Aerobic (ใช้ออกซิเจน) ระบบพลังงานที่ “เผาไหม้ได้นาน แต่ไม่พีคมาก”
กลไกหลัก
– เกิดใน ไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) = โรงงานผลิตพลังงานของเซลล์
– ใช้ออกซิเจนช่วยสร้าง ATP (พลังงาน)

แหล่งพลังงานหลัก
– ไขมัน (Fat)
– ไกลโคเจน (คาร์บที่สะสมในกล้ามเนื้อและตับ)

ลักษณะการผลิตพลังงาน
– ผลิต ATP ได้ “เยอะและต่อเนื่อง”
– เหมาะกับการออกแรงยาวๆ

ระดับความหนัก
– เบาถึงปานกลาง
– รักษาความเร็ว/แรงได้สม่ำเสมอ (Steady State)

ตัวอย่างกิจกรรม
– วิ่งระยะไกล
– ปั่นจักรยาน
– ว่ายน้ำ
– Zone 2–3 Run
สรุป: Aerobic = ความอึด ความทน ระบบฐานของนักกีฬา

Anaerobic (ไม่ใช้ออกซิเจนโดยตรง) ระบบพลังงานที่ “แรงมาก แต่สั้น”
กลไกหลัก
– เกิดในกล้ามเนื้อโดยตรง
– ไม่ต้องพึ่งออกซิเจนในขณะนั้น

แหล่งพลังงานหลัก
– ไกลโคเจน (Carbohydrate)
– แตกตัวเร็ว > ได้พลังงานทันที

ลักษณะการผลิตพลังงาน
– ได้ ATP น้อยกว่า
– แต่ “พลังระเบิดสูงมาก”
– เกิด Lactate (ไม่ใช่ของเสีย แต่เป็น byproduct)

ระดับความหนัก
– สูงมาก
– เป็นช่วง burst / sprint

ตัวอย่างกิจกรรม
– Sprint
– ยกเวทหนัก
– HIIT
– Wall Ball, Sled Push ใน HYROX
สรุป: Anaerobic = พลังระเบิด ความเร็ว ความแรง

ภาพรวมของระบบพลังงาน (Energy Systems)
ร่างกาย ใช้ทั้ง 2 ระบบตลอดเวลา แต่ระบบไหน “เด่นกว่า” ขึ้นอยู่กับ ความหนัก (Intensity) และ ระยะเวลา (Duration)
Oxygen-dependent > พลังงานยาว = Aerobic > Sustained Energy
Oxygen-independent > พลังงานพีค = Anaerobic > Peak Power

Big Picture (สำคัญมาก) นักกีฬาที่ดี ต้องฝึกทั้ง 2 ระบบ
ถ้ามีแต่ Aerobic → อึด แต่ไม่แรง
ถ้ามีแต่ Anaerobic → แรง แต่หมดเร็ว
สมดุล = Performance ที่แท้จริง

กล้ามเนื้อคือ “ยาต้านความชราอันดับ 1”

กล้ามเนื้อคือ “ยาต้านความชราอันดับ 1”
หมายความว่า: การมีกล้ามเนื้อไม่ใช่แค่เรื่องหุ่น แต่เป็นตัวชี้วัดสุขภาพ และอายุทางชีวภาพ (biological age) ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง

กล้ามเนื้อหลั่ง “โมเลกุลแห่งความหวัง” ที่ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น ลดความเครียด และเพิ่มความอึดทางใจ
– เวลาที่เราออกกำลังกาย กล้ามเนื้อจะหลั่งสารที่เรียกว่า myokines
– สารเหล่านี้มีผลต่อสมองโดยตรง
   – ลดซึมเศร้า
   – ลดความเครียด
   – ทำให้รับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น (mental resilience)

มวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรง เป็นตัวกำหนดว่าคุณ “แก่เร็วหรือช้า” แค่ไหน
– คนที่มีกล้ามเนื้อมากและแข็งแรง
   – แก่ช้ากว่าในเชิงสุขภาพ
– การสูญเสียกล้ามเนื้อ (sarcopenia) คือสัญญาณของการแก่ที่เร็วขึ้น

กล้ามเนื้อเผาผลาญพลังงาน แม้ตอนที่คุณนอนหลับ
– กล้ามเนื้อเป็นเนื้อเยื่อที่ใช้พลังงานสูง
– ยิ่งมีกล้ามมาก > BMR สูง > เผาผลาญตลอด 24 ชม.

กล้ามเนื้อช่วยให้คุณยังแข็งแรง เคลื่อนไหวได้ดี และพึ่งพาตัวเองได้เมื่ออายุมากขึ้น
– ลดความเสี่ยงล้ม
– ใช้ชีวิตประจำวันได้เอง
– คุณภาพชีวิตในวัยสูงอายุสูงขึ้น

กล้ามเนื้อช่วยปกป้องข้อต่อ
– กล้ามเนื้อทำหน้าที่รับแรงแทนข้อ
– ช่วยลดแรงกระแทกและความเสื่อมของข้อ

เมื่อกล้ามเนื้อดึงกระดูก จะทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้นและป้องกันกระดูกพรุน
– การฝึกแรงต้าน (resistance training)
   – กระตุ้นการสร้างมวลกระดูก
– สำคัญมากโดยเฉพาะผู้หญิง

มีกล้ามเนื้อขามาก = สมองอ่อนวัยกว่า
– กล้ามเนื้อขาเชื่อมโยงกับสุขภาพสมอง
– ช่วยลดความเสี่ยงสมองเสื่อม
– เพิ่ม blood flow ไปสมอง

กล้ามเนื้อช่วยให้ระบบเผาผลาญไม่ตก แม้อายุมากขึ้น
– ปัญหา “อายุมากแล้วอ้วนง่าย”
   – ส่วนใหญ่มาจากกล้ามเนื้อหาย
– รักษากล้าม = รักษา metabolism

กล้ามเนื้อมากขึ้น = อินซูลินทำงานดีขึ้น = สะสมไขมันน้อยลง
– กล้ามเนื้อใช้กลูโคสได้ดี
– ลดความเสี่ยงเบาหวาน
– คุมไขมันง่ายขึ้น